บทความ FAQ

        

         1.  ความหมายของตู้เชื่อมไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์

         ตู้เชื่อมไฟฟ้า  ระบบเชื่อม MMA(Manual Matal Arc Welding)     ตู้เชื่อมไฟฟ้าระบบเชื่อม TIG  ระบบตัด Plasma Cutting  ทั้งหมดนี้มีความหมายเช่นไรบ้าง...           อ่านต่อ.....

             

ตามปกติ ในการทำงานเชื่อมไฟฟ้าเรามักจะต้องมีการเชื่อมชิ้นงาน 2 ชิ้นล็อกยึดติดเพื่อประกอบ ... อ่านต่อ


  3. การประหยัดค่าไฟ ของตู้เชื่อมไฟฟ้าอินเวอร์เตอร์

จากการที่ท่านลูกค้าได้ตัดสินใจซื้อเครื่องเชื่อมเวลโปร รุ่น Welarc200 ไปใช้งานทดแทนเครื่องเชื่อมไฟฟ้ารุ่นเดิมที่เป็นขดลวด 300 Amp.  ..  อ่านต่อ...   

 ถาม : เครื่องเชื่อมขนาดเล็กระบบ Inverter มีอยู่ 2 ยี่ห้อ ระหว่าง Welpro MMA140-IGBT และ Iweld MMA140-IGBT สำหรับการใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ในบ้าน คุณช่วยแนะนำหน่อยครับว่า ตัวไหนคุ้มค่า และน่าซื้อกว่า 
A : แนะนำให้ซื้อ WELPRO เพราะพวก 140A เชื่อมด้วยลวดเชื่อม สูงสุดแค่ 2.6 มม. ที่เห็นซื้อกันมักเป็นพวกช่างที่ทำงานในที่สูง (ถ้าเป็นของ Welpro จะมีกระเป๋าอลูมิเนียมกันน้ำแพ็คตู้เชื่อม + สายเชื่อม, หน้ากาก เก็บอยู่ในกระเป๋าเรียบร้อย หากถามว่าเชื่อมลวดเชื่อม 3.2 A ได้มั้ย เชื่อมได้ แต่ขอแนะนำเป็นขนาด 160A เหมาะสมกว่า เชื่อมลวดเชื่อมได้ถึง 3.2 มม. ได้สบายๆ คุณสามารถใช้งานได้หลากหลายกว่า เรื่องน้ำหนักต่างกันกิโลกว่าๆ ไม่มีผลในการเคลื่อนย้ายเท่าไหร่ ส่วนตัวแนะนำอยู่ 2 ยี่ห้อ Welpro และ Iweld ที่ขายในท้องตลาดโดยรวมคุณภาพดี สมกับราคา


เงื่อนไขการรับประกัน ( เครื่องเชื่อม  WELPRO IWELD)
- บริษัทจะไม่รับประกันสินค้าที่ลูกค้าทำการถอดหรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากบริษัท

- อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมต่าง ๆ จะไม่อยู่ในเงื่อนไขการรับประกัน เช่น สาย/หัวเชื่อม,สาย/หัวตัดพลาสมา,ปลั๊กไฟ,สายไฟ, วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องมีการชำรุดสึกหรอและต้องเปลี่ยนตามระยะเวลาการใช้งาน เป็นต้น

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าของบริษัท

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่เกิดจากการใช้งานไม่ถูกต้องตามคู่มือการใช้งาน

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ใช้งาน เช่น การต่ออุปกรณ์ผิด , การใช้แรงดันไฟไม่ตรงกับมาตรฐานเครื่อง

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่เกิดจากปัญหาของแหล่งจ่ายไฟของลูกค้าที่ไม่ถูกต้องตามมาตรฐานของสินค้า เช่น แรงดันไฟสูงหรือต่ำเกินไป , การใช้แหล่งจ่ายไฟ

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่มีการดัดแปลงโดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์มาตรฐานของบริษัท เช่น การเปลี่ยนขั้วต่อสายเชื่อมที่ ไม่ใช่แบบมาตรฐานของเครื่อง

- บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าที่ไม่มีการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง เช่น การเป่าฝุ่นทำความสะอาดในตัวเครื่อง , การบำรุงรักษาสายเชื่อม หัวเชื่อมต่างๆ ให้อยู่ใน


31/10/55 เครื่องเชื่อมไฟฟ้าราคาถูก น้ำหนักเบาคือตู้เชื่อมระบบอินเวอร์เตอร์ (ARC WELDING INVERTER) ปัจจุบันมีหลากหลายยี่ห้อ เช่น WELPRO IWELD JASIC และหลากหลายี่ห้อเป็นการพัฒนาระบบการเชื่อมของเครื่องเชื่อมเหล็กที่เราเคยใช้กันในอดีตที่พบเห็นในสมัยก่อน เป็นตู้เชื่อมชนิดลดลวดทองแดง หรือขดลวดอลูมิเนียมพันผ้า มีน้ำหนักมาก และกินไฟฟ้ามาก ด้วยเทคโนโลยี่เพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ (Power transister) ได้พัฒนา ในคุณภาพ เพื่อให้เกิดความคงทนต่อทุกสภาวะ ประกอบกับราคาต้นทุนได้ถูกลงเพราะมีการผลิดตู้เชื่อมไฟฟ้าระบบอินเวอร์เตอร์เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เครื่องเชื่อมขนาดเล็กลงมาก และน้ำหนักก็เบา มากขึ้น จึงทำให้ตู้เชื่อมอินเวอน์เตอร์เป็นที่นิยมกันอย่างรวดเร็ว และผู้ผลิตบางรายเช่น WELPRO IWELD JASIC LONGWELL กล้ารับประกัน 1-3 ปีเลยที่เดียว WELPRO ได้มีการพัฒนาเพื่อให้ตู้เชื่อมระบบ inverter ได้ใช้งานอย่างทนทานที่แท้จริง ปัจจุบัน WELPRO ได้มีสินค้าตู้เชื่อมไฟฟ้าหลากหลายรุ่นเพื่อให้ช่างเชื่อม และผู้สนใจได้เลือกไว้ใช้งานโดยแบ่งสินค้าออกเป็นชนิดการใช้งานคือ WELPRO_ JASIC WELARC 160_ ตู้เชื่อมไฟฟ้ายี่ห้อ  WELPRO_ JASIC WELARC 200_ ตู้เชื่อมไฟฟ้ายี่ห้อ  WELPRO_ JASIC WELARC 250_ ตู้เชื่อมไฟฟ้ายี่ห้อ  WELPRO_ JASIC WELARC 400B
         ระบบเชื่อมแบบอาร์คMMA (Manual Matal Arc Welding)เป็นระบบเชื่อมธูปที่เราคุ้นเคยกัน แต่ข้อแตกต่างการเชื่อมแบบขดลวดสมัยเดิมเช่น เครื่องเชื่อมไฟฟ้า พลัง หรือ เครื่องเชื่อม makita จะกินไฟฟ้ามากกว่าระบบอินเวอร์เตอร์
                WELPRO MMA มีรุ่นที่พร้อมจัดจำหน่ายดังนี้ WELARC140IGBT,WELARC160,WELARC200,WELARC250,WELARC400Bสำหรับตู้เชื่อมไฟฟ้ายี่ห้อ IWELD  มีรุ่น MMA140,MMA160,MMA200
                  ระบบเชื่อมแบบทิก TIG(Tungsten Inert Gas) การเชื่อมไฟฟ้าแบบนี้เป็นการอาศัยก๊าซอากอนเป็นก๊าซปกคลุมในการเชื่อมวิธีการนี้อาศัยการอาร์ระหว่างขั้วทังสเตนและวัสดุที่นำมาเชื่อม
                WELPRO TIG มีรุ่นให้เลือกดังนี้WELTIG160,WELTIG200,WELTIG215 , WELTIG250ACDC , WELTIG315ACDC , WELTIG-MMA-CUT140 หรือ 3in1  สำหรับนยี่ห้อ IWELD มีรุ่น IWELD TIG160 , IWELD TIG/MMA185 , IWELD TIG200 , IWELD TIG200ACDC เป็นต้น    
                   ระบบเชื่อมมิกแม็ก(ลวดเชื่อม CO2)Mig-MAG welding wire เป็นการเชื่อมนูนคลายการเชื่อม MMA แต่ไม่มี Fluk เพราะอาศัยแก๊ส CO2เป็นตัวปกคลุมงานเชื่อมๆ ได้ต่อเนื่องตามความยาวของลวดเชื่อม เป็นวิธีที่เร็วมากที่สุด
                 WELPRO MIG มีรุ่นที่ขายดีดังนี้ WELMIG250F1,WELMIG/MMA250F3,WELMIG350F,WELMIG500F ยี่ห้อ IWELD มีรุ่น IWELDMIG/MMA225IGBT ขอขอบคุณ Google WELPRO_ JASIC WELTIG 200_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC  WELTIG 215 2 ระบบ_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WELTIG 250P AC/DC_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WELTIG 315P AC/DC_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WELMIG 250F1_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WELMIG 250F3_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WELMIG 350F_ เครื่องเชื่อม WELPRO_ JASIC WEบทความดี ๆ ที่อ่านแล้วน่าสนใจครับ

"อีกมุมมอง แห่งความมั่งคั่ง" ที่คนส่วนใหญ่มองเหมือนกัน 
ผ่านไปเจอบทความเรื่อง 1% ในนิตยสาร Fortune เขาพูดเรื่องการ ประท้วงของพวก Occupy Wall Street ที่พยายามกดดัน ให้ออกกฏหมายเก็บภาษี รีดจากคนรวยเยอะๆ

บทความนี้ ตีเจาะเข้าไปในเรื่องของ 1% ของอเมริกา มีกว่า 2 ใน 3 เป็น Self-made คือ สร้างตัว ด้วยตัวเอง ...ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะ ความคิดเดิมๆ ของคนส่วนใหญ่ ก็คือ คนรวยต้องเป็นคนที่มีเงินกองเป็นภูเขา ...ใช่ไหม!!

ฮึม!! ในอดีตอาจจะใช่ ..พวกยุคสมัยผู้นำเผด็จการทหาร ที่โกยเงินจากการแอบขายทรัพยากรประเทศ แล้วโกยเงินทั้งหมดเข้าตัวเอง -- กรณีนั้นแหละ ที่คนรวยจะเป็นแนวรวยแบบเงินกองเป็นภูเขา แล้วก็จริงๆ ไม่ได้ใช้ เพราะ สุดท้ายอเมริกายึดซะงั้น (ฮาไหมล่ะ)
ประเด็น ผมว่าตรงนี้สำคัญ..คนส่วนใหญ่ ชอบมองตัวเอง เป็นคนตัดสินคนอื่น แต่ไม่เคยมองตัวเอง ...ครั้งนึงผมก็เคยคิดว่า โลกมันไม่แฟร์ ทั้งๆที่ผม ทำงานอย่างหนัก ไม่มีวันพักผ่อน ในสมัยเปิดร้านอาหารในออสเตรเลีย ผมกลับเจ๊ง ไม่เป็นท่า ...แต่พอเวลาผ่านมา ผมก็มองย้อนไป ก็รู้เลยว่า แต่ก่อน ที่ผม "เจ๊ง" ไม่ใช่เพราะ ผมไม่ขยัน เพียงแต่ผมยัง "อ่อน" ในโลกของธุรกิจ ..สมัยก่อนผมคิดว่า การทำธุรกิจตามตำรา Marketing ที่เรียนจาก กูรูของโลก ตำราฝรั่ง จะเอามาใช้ได้ทันที ...แล้วผม จะรวยเร็ว ...ผิด!! ..ไม่ใช่เลย !!
แต่ คนรวยยุคใหม่ที่ Self-made มันต่างกันกับภาพนั้นมาก ...ถ้าคิดให้ดี การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเจริญ และ เสรีจนถึงขั้นที่ ใครก็สามารถรวยเป็น "พันล้าน" นั่นหมายความว่า "ระบบโอกาส ของประเทศนั้นต้อง มีกลไกที่ทำงานได้ดี"

"อะไรคือ ระบบโอกาส !!!"

ครับ !! ระบบโอกาส ก็คือ ระบบที่สามารถทำให้คนทั่วๆ ไป ที่มีความสามารถ มีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และ Connection ที่จะพาเขาไปสู่การสร้างกิจการที่ใหญ่โตได้ ..ซึ่งอเมริกาเองมีระบบการเงิน ในเรื่องของ "เงินทุน" ที่พัฒนามาก คือ เริ่มตั้งแต่ Angel คือ กลุ่มคนรวยที่ลงทุนกับ Idea ใหม่ๆ เพื่อให้คนที่มี Idea สามารถมีเงินเริ่มต้นในขั้นตั้งไข่ ...และ ตามมาด้วย Venture Capital ที่เป็น Step ต่อมาในการให้เงินทุน และ Connection ในธุรกิจใหม่ๆ และ ก็มี Private Equity ที่เป็นกลุ่มทุนส่วนบุคคลที่ลงทุนในกิจการทั้งนอกและในตลาด ...จะเห็นได้ว่า ทุกๆ ส่วนของการเติบโตของธุรกิจในประเทศเสรีอย่างอเมริกา จะมี "ระบบเงินทุน" ซึ่งก็คือ ระบบสนับสนุนโอกาส ที่ Give & Take ...ในมุมของเจ้าของอาจมองว่า พวกกลุ่มทุนเหล่านี้เอาเปรียบ แต่ถ้าถามผม ผมว่า คุณลองมองอย่างประเทศไทยซิ ...แย่กว่าเยอะ ..

สมมุติลูกชาวนามี ความสามารถ จะไปได้ถึงไหน ในประเทศไทย หากคุณไม่เข้ามาเป็นลูกจ๊อกของคนที่มีอำนาจ แล้ว สุดท้าย ถามว่าผลประโยชน์อย่างประเทศเรา ก็ตกอยู่กับผู้มีอำนาจ

กลับมาใน ส่วนของ "คนรวยตกลงเขาเป็นคนเอาเปรียบคนอื่นจริงหรือไม่" ...ก็บางส่วนใช่ ...แต่ส่วนที่น่าสนใจคือ พวก Self-Made นี่แหละ ที่ความมั่งคั่งของพวกเขา มันมาจาก การสร้างงาน สร้างธุรกิจ และ เพื่อสร้าง สินค้า และ บริการที่เป็นประโยชน์ ต่อมนุษย์ ...คิดดีๆ ว่า การที่เราจะสามารถผลิตสินค้า และ บริการที่ขายดี ...สินค้ามันต้องดี เช่น iPhone ที่ขายดี เพราะ มันทำให้ชีวิต และ การทำงานเปลี่ยนไป ง่ายขึ้น สะดวก ...หรือ อย่างกรณี Bill Gates ที่สร้างอุตสาหกรรม Computer ให้โต ก็ก่อให้เกิด Productivity มากขึ้นของธุรกิจทั่วโลก ...ซึ่งคนรวยมหาศาลเหล่านี้ เขาสร้างให้เกิด การสร้างความมั่งคั่งของอุตสาหกรรม ซึ่งมันสร้างงานมหาศาล และ มันก็ส่งผลให้คนจำนวนมากมีคุณภาพชีวิต และ ความมั่งคั่งที่มากขึ้น


ซึ่ง ถ้าเรามอง Case ของอเมริกา ที่หลายๆคนมองว่า กลุ่มทุนของประเทศเขาเอาเปรียบ แต่เด็กที่ไม่มีอะไร อย่างพวก Dot Com Kid หรือ เด็กไอที ในอเมริกาที่เป็นลูกชาวนา ก็สามารถสร้างกิจการ ให้ขึ้นมาเป็นเศรษฐีได้ แม้ว่า เขาอาจโดนเอาเปรียบบ้างตามปกติ ของโลก แต่อย่างน้อย ก็ยังมีพื้นที่ ของโอกาสให้เขาได้ยืนได้ ..."ใช่!! ถ้าถามผม ว่า ผมชอบอะไรมากกว่า ...ผมว่า ประเทศที่เปิดระบบโอกาสอย่างอเมริกา เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุน" -- ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าเมืองไทย ระบบของการให้โอกาสทางด้านเงินทุนจะพัฒนาไปที่จุดใด


สถิติ ของโลก ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ระบบทุนนิยมโตแบบก้าวกระโดด เข้าไปสู่ประเทศอย่างจีน อินเดีย และ เอเชีย ..ผลก็คือ การทำให้คนจำนวนเป็นพันๆล้านคน หลุดออกจากความยากจน กลายมาเป็น คนชั้นกลาง ...แต่แน่นอน ในทุก Process ของการเปลี่ยนแปลง มันไม่มีทางจะทำให้ทุกคนเท่ากันอยู่แล้ว ...ผมว่าทุกระบบเราต้องดูธรรมชาติ แล้วศึกษาจากมัน ..อย่างการเปลี่ยนแปลง ของคลื่นคนจน เป็นชนชั้นกลาง ก็เหมือน การเคลื่อนตัวแบบสึนามิ ..ที่ Shift ความมั่งคั่ง -- ก็เหมือน น้ำทะเล ที่คลื่นบางลูกใหญ่ บางลูกเล็ก ...ความรวยความจน จึงแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ

 จริงๆ แล้ว ทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม มันมี "แก่น" ที่ต้องเข้าใจ ...การที่เราจะทำอะไรก็ตาม ต้องมีสติ คิดดีๆ ว่า สิ่งที่เราจะทำ มันมีคนอื่น ที่เขาทำได้ดีอยู่แล้วหรือเปล่า ...ยกตัวอย่าง วันนี้ คุณจะเปิดร้านอาหาร คุณคิดว่า คนเดิมที่เขาเปิด พวกนี้ไม่เก่งหรือไง ...หรือ การที่คุณจะเปิดร้านกาแฟ คุณเห็นช่องว่างของ Starbucks หรือ Amazon ที่เขาทิ้งช่องตรงไหนให้ร้านคุณได้บ้าง ...คือ สิ่งเหล่านี้ ผมว่าคนส่วนใหญ่ มองข้าม ...เพราะ Focus ไปที่สิ่งเดียว คือ "อยากมีธุรกิจ เพื่อจะได้เป็นนายตัวเอง อิสระ และ รวยเร็ว" -- ผลลัพธ์ก็คือ 9 ใน 10 ธุรกิจที่เปิดใหม่ "เจ๊ง" ..ฮึม!! คือ สถิติของ การทำธุรกิจยิ่งแย่กว่าการลงทุนอีกนะ การลงทุนนี่ 8 ใน 10 คน เจ๊ง ...ส่วนธุรกิจ 9 ใน 10..เจ๊ง!!

หาก เราคิดให้ดีแล้ว การที่คนๆนึงจะรวย ขึ้นมาเป็นเศรษฐี แสดงว่า เขาต้องทำอะไรบางอย่างถูกต้อง เช่น เขาอาจสร้างกิจการใด้ใหญ่โต จ้างงานมากมาย ...และ ผลิตสินค้า และบริการที่เป็นประโยชน์ ..."นี่แหละ คือ สิ่งที่ต้องเรียนรู้" คือ Wealth ของคนปัจจุบัน มันไม่ใช่ "กองเงิน" แต่มันเป็น "Paper Wealth + Asset Wealth" ...คืออะไร -- ลองคิดดูนะ ...คนเราต่อให้เงินเดือนเป็นแสน ถ้ามีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปี กว่าจะเก็บเงินจนรวยได้ ...สิ่งที่อยากจะชี้ คือ "คุณไม่มีทางรวยเลย หากมุ่งแต่ทำงานหาเงินจากรายได้ ที่เอาแรงงานและ หยาดเหงื่อของคุณเข้าไปแลก ..."


สิ่งที่ผมอยากจะชี้คือ "คนเราเดี๋ยวนี้ อย่าง Case ของการรวมกลุ่มไปประท้วง คนรวย ผมไม่รู้ว่ามันจะได้ประโยชน์อะไร" สิ่งสำคัญคือ "ตัวเรา ต้องดีก่อน" ...ในความหมายคือ เราต้องทำตัวเราให้ดี ก่อนที่เราจะไปตัดสินใคร ...ทุกอย่างที่เป็นอยู่ในโลก มันสมควร ที่เป็นอยู่แล้ว หมายความว่า "การที่คนเราเป็นในสิ่งที่เราเป็น เพราะ อดีตทั้งหมด มันรวมมาเป็นผลลัพธ์ในสิ่งที่เราเป็น" ..ดังนั้น สิ่งที่คนตัวเล็กๆ อย่างเราแต่ละคนทำได้ ไม่ใช่รวมกลุ่มกันไปประท้วงอะไร ..ไม่มีสาระ ..สิ่งที่น่าจะทำคือ เราต้องมาคิดว่า เราจะเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไรต่างหาก ...ยกตัวอย่าง เขาประท้วงคน 1% ว่า เอาเปรียบ ..แต่แล้วคน 99% เขาทำตัวให้โดนเอาเปรียบทำไม

 ทางเดียวที่จะรวยได้คือ เข้าใจของ Leverage และ  Asset

Asset คือ สิ่งที่ต้องเก็บสะสม "นี่แหละ Wealth ของคนรวย" ...ยกตัวอย่าง คุณว่าคุณธนินท์ (เจ้าของ CP) มีกองเงินเก็บไว้ในตู้ หรือห้องใต้ดินหรือ ...ไม่ใช่เลย ... wealth ของคุณธนินท์ อยู่ในธุรกิจ CPF ที่จ้างคนงานเป็นแสนคน ..เพื่อให้คนแสนคน ..ทำงานบน Asset ...ซึ่งก็คือ โรงงาน ที่ดิน และ ร้านค้า ..คือ พูดง่ายๆ ว่า คุณธนินท์ ไม่ได้ใช้แรงงานตัวเองทั้งหมด ...ดังนั้น คุณธนินท์ใช้ Leverage แรงงานของคนอื่น โดย การให้โอกาสคนอื่น คือ "จ้างคนอื่น ...ให้งานเขาทำ" ...และคนแสนคนที่ได้รับโอกาส ก็มาทำงานบน Asset ของคุณธนินท์ ซึ่งเริ่มแรกก็มาจากเงินกู้ธนาคาร ..แต่พอทำๆ ไป มีกำไร ..ก็ค่อยๆ จ่ายคืนธนาคาร ..จนในที่สุด Wealth ก็ค่อยๆ เพิ่ม ..หนี้ก็ค่อยๆ ลด ..ธุรกิจก็ขยาย ผลิตสินค้า และ บริการที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ..และก็จ้างมนุษย์ มาทำงานให้


คิด ให้ดี นะ "การที่เราจะสามารถรวย ต้องแสดงว่า เราเก่งในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ ไม่เก่งดิ ถึงจะรวย" ...ดังนั้น โอกาส จึงอยู่ในสิ่งที่ไม่มีใครทำ ...เช่นอย่างผมเอง ผมเคยทำธุรกิจแบบพื้นๆ เช่น ร้านอาหาร ซึ่งผมไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น ...ในที่สุดผมก็ต้องเบนเข็มมาทำเรื่อง Investment ซึ่งในเวลานี้ ผมก็เห็นช่องว่างทางโอกาส ที่มากมาย และ ที่สำคัญ  การที่ผมเดินแล้ววางตัวเองแบบมุ่งมั่นมาในสายการลงทุน ก็ทำให้ผมได้เปรียบในเกมนี้ ...ใช่!! อุตสาหกรรมการบริหารเงินของเอเชีย ยังเพิ่งเริ่มต้น ...ยกตัวอย่าง กองทุนในบ้านเรา อย่าง กองทุนบ้านเราหลักพันล้านก็ใหญ่แล้ว ...แต่ดูอเมริกาซิครับ แต่ละกองเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน ใหญ่กว่าประเทศเราอีก ..จะว่าโอกาสมันไร้ขีดจำกัดก็ว่าได้


นี่แหละครับ ตัวอย่างของ Wealth มันคือ การใช้สมอง "คิด" ว่า สิ่งที่เราจะผลิต คือ สินค้าและ บริการอะไร ..จากนั้น เราก็ต้องเอาแรงงานเราไปแลกทำ ..ซึ่งถ้าทำได้ดี เราก็เริ่มใช้ Leverage ในส่วนของ ทั้งแรงงานคนอื่น และ เงินคนอื่น(เงินธนาคาร) ...

ฉะนั้น อย่างแรกที่เราต้องหาคือ "ประโยชน์ที่เราจะสร้าง ...แล้วต้องตอบให้ได้ว่า สินค้าและบริการใดที่จะตอบโจทย์ ...และต้องตอบให้ได้ว่า แล้วจะเริ่มอย่างไร ...เอาเงินจากไหน ...และ ในที่สุด ใครจะมาช่วยเราทำงาน" ...มันไม่ง่ายหรอกครับ ที่มนุษย์คนนึงจะสามารถประสบความสำเร็จ เพราะ ส่วนใหญ่ สิ่งที่เราอยากจะทำ มันก็ล้วนเป็นสิ่งที่มีคนที่เก่งทำอยู่แล้ว ...ร้านก๋วยเตี๋ยว , ข้าวแกง , ขายผัก , ขายเสื้อผ้า  -- ใช่!! ก็เพราะ เราติดกรอบความคิด ว่า งานคือ การทำเหมือนๆ คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ใช่!!

 มันไม่ใช่แต่การเงินนะ ที่เริ่มเปิดกว้าง คุณลองดู ธุรกิจสื่อ หรือ Digital Content ซิ ...ที่ปัจจุบัน กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง มหาศาล ... ใช่!! ผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า จริงๆ แล้ว อะไรก็ตาม ที่ดู แล้วซับซ้อน อยู่ในการเปลี่ยนแปลง วุ่นวาย ดูเหมือนทำแล้วไม่ได้เงิน ...สิ่งนั้นแหละที่มีโอกาส ให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่ เข้าไปแย่งชิง พื้นที่แห่งโอกาสในครั้งใหม่ ...วันนี้บ้านเรา การเมืองระอุ ..สิ่งที่ผมเห็นคือ โอกาสในเรื่องของ "สื่อ" ...โอกาสในเรื่องของ "บันเทิง" ...โอกาสในเรื่องของ "การลงทุน" ...โอกาสในเรื่องของ "การบริการใหม่ๆ Consumer"

คุณเห็นเหมือนผมไหมล่ะ ...คือ แทนที่คน 99% จะเอาเวลาไป คิดว่า ทำไมตัวเรา ไม่รวย ..ผมว่า เอาเวลามาคิดว่า เราจะทำอะไรทีมัน "ท้าทาย" เปลี่ยนแปลง ...เปลี่ยนสื่อ ..เปลี่ยนการลงทุน ...เปลี่ยนสินค้าและบริการของคนต่างจังหวัด ...เปลี่ยน ๆ ๆ ... ถูก!! เอาเวลามาคิด สร้างสรรค์ สร้างงาน สร้างธุรกิจ ...ผมว่า Focus มันอยู่ตรงความสนุก และ ความท้าทาย ที่เราได้เอาความสามารถเรา ไปสร้างสรรค์สิ่งที่มันเกิดประโยชน์ ...สุดท้าย คุณจะทั้งมันส์ และ ก็จะรวยมหาศาลตามมา

อย่าคิดเหมือนคนส่วนใหญ่ ...คนคิดบ่น คิดติ ไม่มีใครรวยหรอก  ...ต้องคิดสร้าง คิดบวก ถึงจะรวย ...ถึงจะเป็น 1% ของคนได้

... "เราเลือก และ กำหนดชีวิตของเราเอง จริงๆ นะ"

คัทลอกมาจาก http://www.pawawit.com/LMIG

การเชื่อมล็อกชิ้นงานก่อนเชื่อมจริงสำคัญนะครับ
ตามปกติ ในการทำงานเชื่อมไฟฟ้าระบบธูปเชื่อม เรามักจะต้องมีการเชื่อมชิ้นงาน 2 ชิ้นล็อกยึดติดเพื่อประกอบชิ้นงานให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการให้มั่นคงก่อน จึงทำการเชื่อมจริง การเชื่อมล๊อกไว้อาจเป็นเรื่องที่ใครๆมองว่า "ไม่เห็นสำคัญเพราะต้องมีการเชื่อมจริงอยู่แล้ว" แต่เชื่อมั๊ยว่ารอยเชื่อมล๊อกนี่แหละ เป็นแหล่งรวมสิ่งบกพร่องไว้หลายประการ เช่นรอยแตกร้าว การมีฟองอากาศ  แนวรอยกัดขอบ รวมถึงรอยเกย ฯลฯ เพราะว่าการเชื่อมล๊อกผู้เชื่อมมั๊กจะไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร
บทความนี้เราลองมาดูกันนะครับว่า รอยเชื่อมล็อกล็อกยึดติดติดที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
- ควรหลีกเลี่ยงการเชื่อมล็อกยึดติดในตำแหน่งที่เป็นจุดกระจุกตัวของความเค้น เช่นบริเวณมุมของชิ้นงาน (ดังในรูปประกอบ) 
- ลวดเชื่อมไฟฟ้าที่ใช้ในการเชื่อมล็อกยึดติดควรเป็นลวดชนิดเดียวกับที่จะใช้ในการเชื่อมจริง
- ลวดเชื่อมที่ใช้เชื่อมล็อกยึดติดควรมีขนาดเล็กกว่าลวดเชื่อมที่ใช้เชื่อมจริง เพื่อให้สามารถหลอมละลายรอยต่อได้ดีกว่า
- ในกรณีของการเชื่อมต่อฉาก รอยเชื่อมล็อกยึดติดอาจไม่ถูกกำจัดก่อนเชื่อมจริง แต่อาจถูกเชื่อมทับลงไป จึงรอยเชื่อมล็อกยึดติดควรมีขนาดเล็ก และจำนวนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อลดโอกาสเกิดสิ่งบกพร่องในรอยเชื่อมจริง
- ในกรณีของการเชื่อมต่อชนบากร่อง รอยเชื่อมล็อกยึดติดไม่ควรอยู่ในตำแหน่งที่จะทำการเชื่อมจริง หรือหากจำเป็นก็ควรเจียรก่อนที่จะทำการเชื่อมจริง ไม่ควรเชื่อมทับลงไปเลย เพราะอาจทำให้รอยเชื่อมจริงไม่สมบรณ์ได้
หากสามารถทำได้ดังที่กล่าวมา ปัญหาเรื่องสิ่งบกพร่องในรอยเชื่อมก็จะลดลง และงานเชื่อมที่ได้ย่อมมีคุณภาพที่ดีขึ้นด้วย
บทความคัดลอกจาก เวป ลวดเชื่อมโกเบ 500F_ เครื่องตัดพลาสมา WELPRO_ JASIC WELCUT 40_ เครื่องตัดพลาสมา WELPRO_ JASIC WELCUT 60_ เครื่องตัดพลาสมา WELPRO_ JASIC WELCUT 100_ เครื่องเชื่อม IWELD_ JASIC MMA 140IGBT_ เครื่องเชื่อม IWELD_ JASIC MMA 160_ เครื่องเชื่อม IWELD_ JASIC MMA 200ขอขอบคุณ Google

2 ความคิดเห็น:

  1. ARC140Aเครื่องเชื่อม+กล่อง(JASIC)ราคาเท่าไรครับ

    ตอบลบ
  2. ตู้เชื่อม แบบผ่อนมีไม่คับ

    ตอบลบ

ฝากข้อความได้ครับ